วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

#วัดพระธรรมกายที่ข้าพเจ้ารู้จัก

     ตั้งแต่เป็นเด็ก เคยสงสัยตัวเองแล้วก้อถามตัวเองด้วยว่า หากเราต้องตายกันทุกคน แล้วเราจะเสียเวลา#เกิดมาทำไม เกิดมายังไงสุดท้ายก้อต้องตาย แล้วเราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ รู้สึกเสียใจมากและทำใจไม่ค่อยจะได้เมื่อตอนเป็นเด็ก เมื่อรู้ว่า ตัวเองวันข้างหน้าต้องตายแน่ ๆ แล้วเราเกิดมาทำไม
      ก้อเลยไปถามแม่ ( ไม่ได้เอาแม่ตัวเองมาขายหน้านะครับ ) แม่ตอบว่า เกิดมาชดใช้กรรม โฮ้ววว แม่เราเก่งจังเลย แม่รู้ด้วยว่าเราเกิดมาใช้กรรม ( ตอนนั้น 8 ขวบเชื่อแม่ครับ ) ก้อเชื่อแม่มาตลอด "เราเกิดมาใช้กรรม"

     แต่ตอนนี้รู็แล้วว่า แม่ก้อถูกอยู่แต่ไม่ถูกทั้งหมด ถามเพื่อนหละ เพื่อนตอบว่าไง เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ไง เพื่อการวาดรูป เราเกิดมาเพื่อร้องเพลง เกิดมาต่างๆนาๆ เกิดมาเพื่อทำอะไรที่ไม่เหมือนกันเลย เป้าหมายปลายทางคนละอย่างกันหมด แต่ทุกคนต้องตายแน่ ๆ หละ ไม่คิดเรื่องตายเลยเหรอ ชีวิตนี้ ใช้ชีวิตหนุกๆ แล้วสุดท้ายก้อตายงั้นเหรอ แล้วนายแคร์มั๊ย นายตายแล้วไปไหน




แล้วโลกนี้คนเก่งๆที่ตอบเราได้มีมั๊ย ว่าเราเกิดมาทำไมเนี่ย ก้อเห็นเกิดกันมาตั้งนานแล้วนะ เกิดมาตั้งหลายชั่วคน ไม่มีใครรู้เลยเหรอว่าเราต้องเกิดมาทำอะไรกันแน่เนี่ย



     ก้อเลยคิดว่า โลกนี้ไม่มีใครรู้แน่ ๆ เพราะถ้ามีคนรู้ คนเหล่านี้คงเชื่อและทำตามกันทุกคนแล้วแหละแล้วมันก้อเป็นคำถามค้างคาใจ มาโดยตลอด เราเกิดมาทำไม 
    
    
      อยู่มาวันหนึ่งก้อได้เห็นข่าว วัดพระธรรมกาย สร้างองค์พระ องค์ละ หนึ่งหมื่นบาท ( เหมือนที่เคยเจอวัดอื่นๆ บูชาเทียนไขสืบชะตา เล่มละ 99 บูชาเหรียญ 199 บูชากระเบื้อง 399 อื่นๆจิปาถะ ) ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ข้าพเจ้าสรุปทันทีทันควันด้วยปัญญาและการเรียนรู้ของข้าพเจ้าที่เคยสั่งสมมา ว่า ผิดแล้ว อันนี้ผิดแล้ว ทำบุญเค้าแล้วแต่จิตศรัทธากี่บาทก้อได้ บาท สองบาทก้อได้ แสดงว่านี่ไม่รู็เรื่องการทำบุญซะแล้ววัดนี้ ข้าพเจ้ารู้ดีกว่าซะอีก ( หัวเราะในใจ ) เรานี่ฉลาดจริง ๆ แล้วข่าวก้อเงียบหายไปหลายปีดีดัก 20 กว่าปีได้ที่ข้าพเจ้าเลิกสนใจ ไม่ได้แอนตี้ แต่ก้อเฉยๆเหมือนวัดอื่น ๆ ที่ขายกระเบื้อง ขายเทียนไข ขายน้ำมันเติมตะเกียงกันไป เหมือนกัน อย่างเดียวกัน ( ความคิดในตอนนั้น ) แค่อันนี้แพงกว่า คนจนหมดสิทธิ์ เอาตังที่ไหนมาทำบุญกันนักกันหนา

   
   เนี่ยน้าาาา ผิดวัตถุประสงค์ไปกันใหญ่ ( เข้าใจว่าตัวเองคิดถูก ) วัดที่บ้านก้อมีไม่ต้องไปไหนไกล วัดในหมู่บ้านนี่แหละ บูชา อิฐบลอค ก้อนละ 3 บาท ก้อเที่ยวไปพูดกับชาวบ้านใครต่อใคร ว่า บุญอะมันกำหนดไม่ได้ กี่บาทแล้วแต่ศรัทธาสิ ( ตัวเองยังเป็นขี้เหล้าขี้เมาอยู๋เลย แต่รู้ดีซะอีก ) ชาวบ้านก้อบอกว่า เอ็งก้อไปบวชสิ ไปเป็นพระซะสิ ทำให้มันถูกต้องก้อไปเป็นพระซะก่อน ไม่ใช่ขี้เหล้าขี้เมาอยู่งี้แล้วรู้ดีไปซะหมด กินเหล้าชนิดที่ว่า ไม่มีใครไม่รู้จักอะ อย่าว่าแต่ในหมู่บ้าน หมู่บ้านอื่น ๆ เค้าก้อรู้จัก รู้จักถึงพ่อถึงแม่เลยด้วย ( เราไม่ชอบคนท้าซะด้วยสิ ) ทีนี้ก้อเก็บมาคิดอยู่นาน เป็นปี สองปี เหมือนกัน เราจะเป็นขี้เมาไปจนตายเลยเหรอ มันไม่ใช่ตัวเราอะ ตอนเด็ก เราเป็นเด็กน่ารัก โลกสวยนะ แต่ทำไมตอนนี้สภาพเราเป็นอย่างนี้ไปได้ เอ็งดีกว่าพระซะก่อน แล้วค่อยไปว่าพระ 
     


   เอางั้นก้อได้ ก้ออยากเปลี่ยนตัวเองอยู่พอดี จะบวช ปีนึงเลย สึกออกมาเป็นหนานใช่มั๊ย ( ถาม ) 
( ตอบ ) หนานขี้ไก่อะสิ ปีเดียว จะรู้เรื่องอะไร๊ สึกออกมาก้อเป็นหนานขี้ไก่ ( หนาน = ทิด ) 
( ถาม ) แล้วต้องบวชนานเท่าไหร่อะ ถึงจะเป็นหนานที่เค้านับหน้าถือตา ไปไหนมาไหน เค้าก้อว่าหนาน ๆ ๆ นำหน้า อะ
( ตอบ ) อย่างน้อยต้อง 4 ปีสิ เพราะ ครบแจ่งผ้าเหลือง 4 แจ่ง ช่วยพ่อแม่เกาะชายผ้าเหลืองได้ ( แจ่ง = มุม )
( บอกเล่า ) 4 ปีน้อยไป แถมให้ 5 ปีเลยอะ กันตายเพื่อความมั่นใจแถมให้อีก 1 ปี เป็น 5 ปี โอเคป่าว
( ตอบ ) .... ( อึ้ง ) ..... ขอให้มันได้ 7 วันเถอะ จะสาธุ แล้วววววว

    บวชมาจนพรรษาที่4 ก้อยังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม จนใกล้จะถึงจบ พรรษาที่ 5 ละ แล้วมาวันหนึ่ง รองเจ้าอาวาสบอกว่า วัดพระธรรมกาย จะอบรมพระ ให้ทุกวัดส่งตัวแทนไป วัดนั้น มีพระ 4 รูป มี เจ้าอาวาส มีรอง แล้วก้อ ข้าพเจ้า แล้วก้อ พระ อีกรูป พระทั้ง 3 รูป บอกว่า ถ้าไปจะได้โนทบุค วัดพระธรรมกายแจก โนทบุค ถ้าอบรมผ่าน 30 วัน 
    พอได้ยินชื่อว่า วัดพระธรรมกาย คำถามผุดขึ้นมาทันที 1. วัดนี้ยังอยู่เหรอนี่ โดนข่าวร้ายเยอะแยะมากมาย ยังอยู่อีกหรือนี่ ( มีอะไรดีรึเปล่า ยังอยู่มาได้ 20 กว่าปีแล้วนะที่ได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งสุดท้าย )
2. รวยด้วย จะแจกโนทบุค จริงหรือนี่ แต่พระ 3 รูปไม่ไป เสียสละให้ผมไป ผมก้อไม่คิดอะไร โนทบุคแพงอย่างนั้นเค้าเอามาแจกกันเล่น ๆ เลยเหรอ ลองไปดูก้อได้ 1.ขอเข้าไปดูวัดพระธรรมกายหน่อย มีอะไรดี ถึงอยู่ได้มาจนบัดนี้ 2.โนทบุคไม่หวังสูงหรอก ได้ก้อดี ไม่ได้ก้อแล้วไป ไหน ๆ ก้อจะสึกแล้ว จะ 5 พรรษาแล้ว ( ผมบวชตอน อายุ 29 ตอนประมาณ อายุ 33 ก้อได้เดินทางเข้าวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรก เพื่อไปดูว่า ทำไมถึงอยู่มาได้ขนาดนี้ ) อบรมพระกัลยาณมิตร 1 เดือน เรื่องธรรม ก้อรู้มามั่งแหละน่า อะไรถูกอะไรผิด เดี๋ยวได้รู้กัน
 
     พระอาจารย์ ถาวร ถาวโร เป็นผู้อบรม ตลอดโครงการ สอนเรื่อง กฏแห่งกรรม การนั่งสมาธิ 5ห้องชีวิต ความเป็นมาของวัด ปัญหาของวัด 30 วัน สอนไม่ซ้ำกันเลย เรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ต่อมธรรมะแตก อยากบวชไม่สึกเลย แต่ก่อนมาตั้งใจจะสึกแล้วอะ ครบ 5 พรรษาแล้วอะ พาเดินดูเดินชม ที่พักอาศัย พระ และ สามเณร ไม่ใช่สบายอย่างที่ คนภายนอก คิดเอาเอง
    ตามนี้เลย เรียงเป็นระเบียบ ไปโดยไม่ได้นัดหมาย เหมือนกันทุกกุฏิเลยครับ เทียบกับวัดบ้านเรา วัดบ้านเรา สบายกว่าเยอะ ตื่น พร้อมกันเป็นเวลา นอนพร้อมกันเป็นเวลา ปฏิบัติศาสนากิจไม่ขาดตกบกพร่อง 
    
     มองจากภายนอก เป็นแบบเดียวกัน หลาย 10 หลาย 100 หลัง 
     

     อันนี้ พระจริง ๆ แน่ พระแท้ ๆ เลยเนี่ย โอ้โห เลย
     
     แล้ววันหนึ่งพระรูปนี้ก้อมาสอน มรรคองค์8กับความสัมพันธ์กับการทำสมาธิ ลึกซึ้งจริง ๆ ไม่รู้ชื่อไม่รู้ตำแหน่งไม่รู้อะไรเกี่ยวกับท่านหรอกครับ ฟังแต่ที่ท่านพูดอย่างเดียว มารู้เดี๋ยวนี้เอง ท่าน รองเจ้าอาวาสครับ หลวงพ่อทัตตชีโว พูดถึงเรื่อง การสร้างบารมี ของพระพุทธเจ้า จำความได้ตอนหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าท่าน ก้อไม่ยอมแพ้ ในวันที่จะตรัสรู้ พระพุทธเจ้าตั้งสัจจะไว้ว่า ถ้าไม่บรรลุธรรมจะไม่ลุกจากบัลลังก์ ถ้าไม่บรรลุก้อคือ ขอตายดีกว่า ( ภาษาปากผม ) แล้วในห้องนี้ลองดูมั๊ย ลองเอาอย่างพระพุทธเจ้ามั๊ย รับรอง ได้ตายหมดทั้งห้องนี้แน่ 
   
    แล้ววันหนึ่งพระรูปนี้ก้อมาสอน เรื่องการไปสุคติ และทุคติ ( ก้อไม่รู้จักเหมือนกัน เอาเป็นว่าไม่ยึดติดกับตัวบุคคล เอาที่ท่านพูดก้อพอละกัน ประมาณนั้น )
     
     พระครูวินัยธรไพบูลย์ ธมฺมวิปุโร  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลประเภทส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนา
สาขาการแต่งหนังสือทางพระพุทธศาสนา 
หนึ่งในผลงานท่านวันนั้น หนังสือดรรชนีธรรม ที่รวบรวมหมวดหมู่ในพระไตรปิฏก มาย่อเป็น 1 เล่ม ใช้เวลากว่า 20 ปี โอ้โห มีพระอย่างนี้ด้วยเหรอ แต่ละรูปที่ว่ามา บวชมาไม่น้อยเลย และก้อไม่ได้จบ พื้น ๆ จบหลายสาขาวิชาสูงๆทั้งนั้น แสดงว่า เชื่อศรัทธา พระพุทธศาสนา ราวกับว่า เห็น พระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่ตรงหน้ายังไงยังงั้นเลยเหรอ ( บอกตรงผมยังไม่มั่นใจกับเรื่องพระพุทธเจ้าเท่าไหร่ตอนนั้น )
    ที่สอนผมมาทั้งหมด ยอมรับเลยว่า หาที่ติไม่ได้เลย เดี๋ยว ๆ ๆ ข้ามเรื่องโนทบุคไป วกมาเรื่องโนทบุคก่อน ถึงประมาณวันที่ 10 ของการอบรม ( ประมาณ ) พระอาจารย์ถาวร ท่านก้อปารภออกมาว่า ใครที่มาเพราะว่า รู้มาว่า วัดพระธรรมกายจะแจกโนทบุคอะนะ ท่านเข้าใจผิดแล้ว วัดจะเอาโนทบุคที่ไหนมาแจก ( ผมได้ยินก้อโล่งอก จะได้ตัดเรื่องโนทบุคออกจากใจไปเลย ) ท่านก้อบอกว่า ไม่มีหรอก ใครที่จะมาเอาโนทบุคหนะไม่มี ถ้าอยากกลับก้อกลับได้นะ มีพระที่กลับจริง ๆ แต่ข้าพเจ้าไม่กลับไหนๆก้อมาถึงนี่แล้ว ก้อต้องไปให้มันสุดทาง กำลังติดลม กับคำสอนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เหมือนเปิดของที่คว่ำให้หงายขึ้น เปิดห้องที่ปิดอยู่ ชี้ทางให้กับคนหลงทาง แต่ก้อยังไม่หวังมาก ว่าจะรู้ว่าเราเกิดมาทำไม แค่ดีก้อดีแล้ว บอกตัวเองเท่านี้ก้อใจสว่างปัญญาสว่างขึ้นมามากแล้ว เกิดมาทำไม มันอาจเป็นอจินไตย ไม่ต้องถามก้อได้มั้ง ( บอกตัวเอง ) ( กลัวพระตอบไม่ได้ด้วยอะ เลยไม่กล้าถาม )
 
        อะ... ก้อคือยอมรับทุกอย่าง ที่สอนมา ดีมาก เลิศมาก สัมพันธ์ุกันจริง ๆ ไร้ที่ติ เช่น สอนง่ายๆว่า ทาน ศีล ภาวนา แก้ อกุศลมูลได้ คือ ทาน แก้ โลภะ ศีล แก้ โทสะ ภาวนา แก้ โมหะ ( ความไม่รู้ ) แหน่ะ ตอนเด็ก จำแทบตายก้อจำไม่ได้ แต่นี่แค่อธิบายความสัมพันธ์ ดันจำได้หมดโดยไม่ได้ตั้งใจเลย อื่นๆ อีกเยอะ เลย ทำให้จำธรรมะได้ง่ายมากเลย คือจับความสัมพันธ์กันหมด มาถึงตอนนี้ ก้อเลยอันนี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้าแน่ ๆ เพราะเลิศมาก แล้ว ว่าแต่ พระพุทธเจ้ามีจริงเหรอ ( ไม่เคยเห็นกับตา ) ใช่ว่า มีคนฉลาด แต่งมาหรอกเหรอ ถ้ารู้สึกได้เมื่อไหร่ว่า พระพุทธมีจริงแท้แน่นอน จะเชื่อ หมดเลย กฏแห่งกรรม นรก สวรรค์ มาจากความรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้ามีจริงจะเชื่อ
     
     มิลินทปัญหา วรรคที่ ๕
ปัญหาที่ ๑ ถามเรื่องความมีและความไม่มีแห่งพระพุทธเจ้า

     พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า
     “ ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าหรือ ? ”
     พระเถระตอบว่า
     “ ไม่ได้เห็น ขอถวายพระพร ”
     “ ถ้าอย่างนั้น อาจารย์ของพระผู้เป็นเจ้าได้เห็นหรือ ? ”
     “ ขอถวายพระพร อาจารย์ก็ไม่ได้เห็น ”
     “ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่มี ”
     “ ขอถวายพระพร มหาบพิตรได้เห็นโอหานที คือ สะดือทะเลหรือไม่ ? ”
     “ ไม่ได้เห็น พระผู้เป็นเจ้า ”
     “ ถ้าอย่างนั้น พระราชบิดาของพระองค์ได้เห็นหรือไม่ ? ”
     “ ไม่ได้เห็น พระผู้เป็นเจ้า ”
     “ ถ้าอย่างนั้นสะดือทะเลก็ไม่มี ”
     “ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถึงโยมและพระราชบิดาของโยม ไม่ได้เห็นสะดือทะเลก็จริงแหล่ แต่ทว่าสะดือทะเลมีอยู่เป็นแน่ ”
     “ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร ถึงอาตมาและอาจารย์ของอาตมา ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าก็จริง แต่พระพุทธเจ้ามีอยู่แน่ ขอถวายพระพร ”
     “ พระผู้เป็นเจ้าแก้ถูกต้องดีแล้ว ”
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
   อืมมมม ..... ได้ฟังอันนี้ เริ่มเชื่อละ เห็นพระพุทธเจ้ามาลาง ๆ ละ 75%

     ก้อจริงอยู่นะ ไม่เคยเห็น แต่ เชื่อว่ามี เพราะ คิดว่า ทะเลต้องมีจุดที่ลึกที่สุด ตรงนั้นคือสะดือทะเล มันต้องมีอะ แล้วก้อมาถามหลวงพี่ธรรมดา ( มีหลวงพี่ธรรมดากันพระอาจารย์ที่ไม่ธรรมดา ) ทำไมหลวงพี่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง หลวงพี่ในวัดพระธรรมกายธรรมดา ๆ ก้อถามนะว่า โยมเคยเห็นพ่อของโยมมั๊ย 
ตอบ เห็นสิหลวงพี่
ถาม โยมเคยเห็น พ่อของพ่อ ของโยมมั๊ย
ตอบ เคยเห็นอยู่คับแต่ไม่บ่อย 
ถาม แล้ว พ่อของพ่อของพ่อของพ่อของพ่อของพ่อของพ่อของพ่อของโยมหละ เคยเห็นมั๊ย
ตอบ ไม่เคยเห็นหนะหลวงไม่มีใครเคยเห็นหรอกคับ
ถาม แล้วโยมคิดว่า คนๆนั้นมีอยู๋จริงมั๊ยหละ
ตอบ มีแน่นอนหลวงพี่ งั้นจะมีพ่อผมมาได้ยังไงหละคับ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
     อื้มมมม ...... เห็นพระพุทธเจ้าเริ่มชัดละครับ มาละ 96.4% มันอีกนิสอะ เชื่อละว่ามีแต่ยังไม่อิน ไม่รู้สึกถึงความมีอยู่ของพระพุทธเจ้าเลย มันนานมากๆนะ 2500 ปีมาแล้ว
     โยมเห็นพระเยอะแยะเต็มวัดเนี่ย โยมลองคิดย้อนหลังไปซิว่า ใครบวชให้ต่อ ๆ กันมาเรื่อย ๆ ๆ เนี่ยนะใครเป็นพระองค์แรก พระสงฆ์องค์แรก ใครเป็นอาจารย์ของพระสงฆ์องค์แรก คิดว่าใคร ( คิดอยู่นานพอสมควร ไม่ใช่อยู๋ๆจู่ๆก้อมีนักปราชญ์ตั้งตัวเองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างแน่นอน เพราะคนที่จะศรัทธาแล้วทำตามต้องได้เห็นว่าจริงแท้แน่นอนถึงได้ทำตามกันมา นับพันๆปี ) ฟันธงเลย เป็นใครไปไม่ได้ ผู้นั้นคือ พระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ไม่มีใครเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีใครสมควรไปเกินกว่านี้อีกแล้ว เท่านี้ 100% เต็ม พระพุทธเจ้ามีอยู่จริงแท้แน่นอน หลวงพี่ หงายของที่คว่ำ สาาาา ธุ ๆ ๆ มั่นใจในพระธรรมของพระพุทธองค์เถิด ผมบอกกับตัวเองอย่างนั้น
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
     คำตอบ ของคำถาม เกิดมาทำไม เริ่มใกล้เข้ามาแล้วสินะ ถ้าตอบปุ๊บมันเร็วไป ต่อมปุถุยังไม่แตก
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
   ตอนเรียนหนังสือ ครูอาจารย์ บางคนสอนว่า ศาสนาทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี ศาสนาเป็นกุสโลบายทำให้ สังคมสงบ ทำให้มนุษย์ อยู่กันอย่างสงบเท่านั้นเอง ตอนนั้นเชื่อครับ ใช่ ถ้ารักษาศีล 5 ซะ รึว่า ถ้ามีใครมาตบแก้มซ้าย ก้อ ยื่นแก้มขวาให้เค้าตบอีกที ถ้าทำอย่างนั้นตามศาสนาของตัวเอง สังคมก้อสงบสุข ( มั๊ง ) ศีล 5 ก้อเพียงพอแล้วสิงั้น แล้วศีล 8 จะจำเป็นเหรอ มรรค 8 หละ พระไตรปิฎกหละ 84000 พระธรรมขันธ์ละ ก้อไม่จำเป็นก้อได้สิ สังคมสงบกันแล้ว แต่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้โลกอย่างแจ่มแจ้งนะ โลกะวิทู มันเยอะไปรึเปล่าสำหรับการทำให้สังคมอยู๋กันอย่างสงบสุข ตอนนี้ เรามั่นใจแล้วว่า ไม่มีใครรู้โลกมากกว่าพระพุทธเจ้าอีกแล้ว 
สิ่งที่ผมรู้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และนำมาเผยแผ่มีอะไรบ้าง เช่น กฏแห่งกรรม ไม่มีใครพ้นกฏนี้ ทุกสิ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เป็นธรรมดาทุกอย่างไม่ยกเว้นแม้จักรวาล นรก สวรรค์ เป็นรอบ ๆ ไป ภพภูมิ ทั้ง 31 ภพภูมิก้อด้วย
   พระพุทธเจ้าไม่ได้แต่งมาหลอกเด็กแน่ ไม่ใช่แค่ให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขแน่ อันนั้นแค่ผลพลอยได้แต่เป้าหมายหลักๆ คือ การไปถึงการหลุดพ้น จากวัฏฏะสงสารนี้ 
     อันนี้ตะหากคือเป้าหมายแห่งชีวิตที่แท้จริงที่ต้องเกิดมา เกิดมา ตามกรรมที่ตัวเองประกอบเหตุขั้นมา นับภพนับชาติไม่ถ้วน 
  คำตอบ ของคำถามที่ว่า เกิดมาทำไม จึงอยู่ตรงนี้ ว่า เรากำลังจะไปไหน เรากำลังจะไปให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ออกจาก วัฏฏะสงสาร นี้ ทำอย่างไรเล่าจึงจะไปถึงจุดหมายตรงนั้นได้ ทำไง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ให้ไปให้ถึงตรงนั้นได้ ( พิสูจน์ได้มั๊ยภพภูมิมีจริง สรุปสั้นๆ ได้ พิสูจน์ตามแบบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือการนั่งสมาธิ เข้าไปหาตัวตนของตัวเองที่ศูนย์กลางกาย กี่ภพกี่ชาตินั่นคือตัวตนเรา ร่างกายภายนอกแค่เสื้อผ้า เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติเปลี่ยนรูป ตามกำลังกรรมบุญ แต่ตัวเราเองหนะ อยู่ที่ศูนย์กลางกาย นั่งเข้าไปดูตรงนั้น รู้อะไรเป็นอะไรได้ เสมือนซุปเปอร์ฮาร์ดดิสที่เก็บข้อมูลรายละเอียดความเป็นมาของตัวเอง ทุกภพทุกชาติ อยู่ที่ใครจะย้อน เข้าไปได้ เยอะกว่ากัน มีประจักษ์พยานว่ามีจริงก้อคือ เหล่าเกจิอาจารย์ทั้งหลาย เป็น พยานความรู้แจ้งเห็นจริง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัจธรรมเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีแปลกแยกแตกต่าง )
     

     ก่อนจะสรุปว่าเกิดมาทำไม ลองไปดูพระโพธิสัตว์ ก่อนว่า ท่านทำอะไร 10 พระชาติสุดท้ายก่อนเป็นพระพุทธเจ้า ท่าน เก็บตกเติมเต็มบารมีทั้ง 10 ให้เต็มก่อน ด้วยระยะเวลา ท้งหมดไม่น้อยกว่า 20 อสงไขย กับเศษอีก แสน มหากัปป์ สร้างบารมีทั้งหมดเต็มเปี่ยม เช่น พระเวสสันดร ทานบารมี พระเตมีย์ เนกขัมมะบารมี พระสุวรรณสาม เมตตาบารมี พระมโหสถ ปัญญาบารมี เป็นต้น ทั้ง 10 บารมีนี้ ทำแบบสุดตัวทุกชาติ เช่น ทานบารมี อย่าว่าแต่ลูกและเมีย แม้ร่างกายและชีวิต ก้อจะให้เป็นทานได้เพียงมีคนขอ ขนาดนั้นเลยนะ เพื่ออะไรเนี่ย ถ้าไม่เพื่อการตรัสรู้ธรรม และสั่งสอนคน ชี้ทางสว่างให้คน หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร แม้เรารู้ดีว่า เราไม่บรรลุหลุดพันภายใน 1 ชาติ 10 ชาติ 100 ชาติ หรือ 1000 ชาติข้างหน้านี้ก้อตาม แต่อย่างน้อย การเดินทางไปถึงจุดนี้น ต้องเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ อีกมากมาย อย่างน้อยก้อทำอย่างไร ให้เวียนว่าย อยู่เพียง 2 ภพภูมิ คือ มนุษย์ และ เทวดา สวรรค์ ก้อพอ โดยไม่พลัดลงไปอบาย ใครหละ จะชี้ทาง เราจึงตอบได้โดย ดูจากสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยทำไว้ และ เป้าหมายของสรรพสัตว์ และมีผู้รู้ ผู้ที่เราเชื่อมั่น คอนเฟิร์ม ด้วยภาวนามยปัญญา ว่า สื่งนั้น คือสิ่งที่ควรกระทำสูงสุดเป้าหมายสูงสุดของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ นั่นคือ


"เกิดมา เพื่อแสวงบุญ สร้างบารมี ทำพระนิพพานให้แจ้ง ไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม"